รายงานพิเศษ : เขื่อนพูงอย…มัจจุราชแม่น้ำโขง มหาภัยใกล้เมืองอุบลฯ

   เมื่อ : 21 พ.ค. 2569

           จากสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่จังหวัดอุบลราชธานี หลายทศวรรษ ตั้งแต่ ปี 2521 ปี 2545 ปี 2562 และปี 2565 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหาย และยังหาแนวทางแก้ไขไม่ได้...

           ข่าวร้าย ตามมา คือ โครงการสร้างเขื่อนพูงอยกั้นแม่โขงที่แขวงจำปาสัก สปป.ลาว ซึ่งจะส่งผลต่อชุมชนสองฝั่งโขงไทย-ลาว และกระทบถึงระดับน้ำในแม่น้ำมูล และสองฝั่งแม่น้ำมูลในเขตจังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทย (อำเภอโขงเจียม อำเภอพิบูลมังสาหาร) 

           ดังนั้น เพื่อรายงานความคืบหน้าของโครงการดังกล่าว จังหวัดอุบลราชธานี โดยภาคีเครือข่าย จึงจัดเสวนา 3 ปี เขื่อนพูงอย กับผลกระทบ ข้อเท็จจริง และคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยมีว่าที่ร้อยตรีกรกฏ ประเสริฐวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และมีนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงาน มูลนิธิ และเครือข่าย ร่วมเสวนา และบรรยายพิเศษ พร้อมรับฟังความคิดเห็น จากผู้แทนหน่วยงาน องค์กร และประชาชนในพื้นที่ผลกระทบ และสรุปผลการเสวนา นำเรียนนายกรัฐมนตรีรับทราบและแนวทางแก้ไข หรือ ระงับการสร้างเขื่อนพูงอยต่อไป

           สำหรับสาระสำคัญ จากผู้แทนหน่วยงาน ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ให้ความรู้ และแนวคิด ดังนี้ 

          @ ประเด็นสำคัญจากเวที “สามปีเขื่อนพูงอย” คือเรื่องกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และความสำคัญของลุ่มน้ำโขง ชี มูล ต่อชีวิตผู้คน โดย นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระอธิบายถึงกระบวนการ “PLC” หรือกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของ 4 ประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งต้องมีการนำเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อพิจารณาว่า การสร้างเขื่อนพูงอยจะส่งผลกระทบต่อแต่ละประเทศอย่างไร

           แต่ปัจจุบัน ยังมีข้อมูลและองค์ความรู้อีกจำนวนมากที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม เพราะลุ่มน้ำโขง ชี มูล ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำ แต่เป็นฐานชีวิต ฐานเศรษฐกิจ และฐานอาหารของผู้คนจำนวนมหาศาล

           ที่ผ่านมา หลายโครงการพัฒนาได้สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และท้ายที่สุด คนที่ต้องแบกรับต้นทุนเหล่านั้นก็คือชาวบ้านและชุมชนท้องถิ่น

           ในโลกที่กำลังเผชิญ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ทั้งเรื่องสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ เศรษฐกิจ และความไม่มั่นคงทางอาหาร กลับเห็นชัดว่า ชุมชนที่ยังมีฐานทรัพยากร มีดิน น้ำ ป่า และแม่น้ำที่สมบูรณ์ จะสามารถพึ่งพาตนเองและรับมือกับวิกฤติได้ดีกว่า

           สทนช. ควรทำหน้าที่เป็น “องค์กรกลาง” ที่ใช้ข้อมูลด้านภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน

          @ ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินันท์ อธิบายเรื่อง “หลักการสร้างเขื่อน” และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับลุ่มน้ำโขงและจังหวัดอุบลราชธานี มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ 6 ด้าน ดังนี้

          1. เขื่อนพูงอย มีกำหนดก่อสร้างที่แขวงจำปาสัก สปป.ลาว

          2. หลักการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อน คือ การกักเก็บน้ำเพื่อสร้าง “ระดับน้ำต่าง” ระหว่างเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน ยิ่งต่างระดับมาก ก็ยิ่งผลิตไฟฟ้าได้มาก

          3. เมื่อมีการสร้างเขื่อน ระดับน้ำตามธรรมชาติจะเปลี่ยนไป น้ำโขงที่เคยขึ้นลงตามฤดูกาล ซึ่งเคยเอื้อให้ชาวบ้านทำเกษตรริมโขง ก็จะได้รับผลกระทบ

          4. “น้ำเท้อ” คือ ภาวะที่น้ำเอ่อล้นย้อนขึ้นมา โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า บริเวณแก่งตะนะอาจมีระดับน้ำท่วมสูงถึง 98 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งอาจทำให้ภูมิทัศน์ของแก่งตะนะเปลี่ยนไปอย่างมาก เรียกได้ว่า แก่งตะนะจมหายไป

          5. ผลกระทบจากน้ำเท้อ ยังอาจส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลลดลงประมาณร้อยละ 41

          6. นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า น้ำอาจเอ่อย้อนเข้ามาในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะอำเภอโขงเจียม ระดับน้ำอาจสูงขึ้นราว 4 เมตร ทำให้การระบายน้ำลงแม่น้ำโขงทำได้ยากขึ้น และอาจซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วมของเมืองอุบลราชธานีในอนาคต ควรทำแบบจำลองน้ำท่วมอุบลราชธานี ปี 2562 จำลองกับการสร้างเขื่อนพูงอย 

            @ วงจรชีวิตปลาแม่น้ำโขง กับความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำ โดย ศ.ดร.ทวนทอง จุฑาเกตุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประมง สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์ คือ ประเด็นสำคัญจากเวที “สามปีเขื่อนพูงอย” คือเรื่องวงจรชีวิตของปลา และความสัมพันธ์ระหว่างปลา กับการไหลของน้ำโขงตามธรรมชาติ

            ปลาในแม่น้ำโขงไม่ได้อยู่แบบโดดเดี่ยว แต่ผูกพันกับฤดูกาล ระดับน้ำ เกาะแก่ง เวินน้ำ และระบบนิเวศทั้งหมดของลำน้ำ

            ในหน้าแล้ง ปลาอาศัยอยู่ตาม “เวิน” ซึ่งเป็นแอ่งน้ำลึกตามธรรมชาติที่มีอยู่จำนวนมากในแม่น้ำโขง รวมถึงบริเวณเกาะแก่งต่างๆ ที่สัมพันธ์กับการไหลของน้ำตามธรรมชาติ หากน้ำไหลนิ่งมากเกินไป โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำลึก ออกซิเจนในน้ำจะลดลง ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของปลา

            เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน น้ำโขงที่เต็มไปด้วยเกาะแก่ง จะกำหนดทิศทางการไหลของน้ำ ปลาใช้สัญชาตญาณรับรู้ทิศทางเหล่านี้ เพื่ออพยพ วางไข่ และหาอาหาร แต่การสร้างเขื่อน อาจทำให้แก่งและระบบการไหลของน้ำเปลี่ยนสภาพ ส่งผลต่อวงจรชีวิตปลาแทบทุกชนิด ทั้งการอพยพ การวางไข่ และแหล่งอาหาร

            นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ยังหมายถึงการสูญเสียป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมาก รวมถึงยังมีคำถามเรื่อง “คุณภาพน้ำ” ที่จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติม

……………….

            ในโอกาสเดียวกันนี้ คณะกรรมการและเครือข่าย การจัดเสวนา ได้สรุปสาระสำคัญบันทึกนำเรียนนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้รีบทราบ เพื่อทบทวนผลกระทบของโครงการสร้างเขื่อนพูงอย ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

……………….

          “เรียน   นายกรัฐมนตรี ผ่าน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พวกเรา เครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล–เขื่อนแม่น้ำโขง ร่วมกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากลุ่มน้ำมูน–โขง นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้ห่วงใยแม่น้ำโขง ขอแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำพูงอย ไม่ควรถูกเดินหน้าต่อไป”

          เนื่องจากโครงการดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงสายหลัก แขวงจำปาสัก สปป.ลาว มีความเสี่ยงร้ายแรงต่อประเทศไทย ทั้งด้านระบบนิเวศ ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ระบบประมง ความมั่นคงอาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนริมแม่น้ำมูน–โขง โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง

          จากการศึกษารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และเอกสารเพิ่มเติมของโครงการ พวกเราพบว่า เอกสารของโครงการเองยอมรับอย่างชัดเจนว่า อาจเกิดผลกระทบข้ามพรมแดนต่อประเทศไทย ทั้งต่อระดับน้ำ ระบบนิเวศ การอพยพของปลา และชุมชนริมแม่น้ำ ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นสำคัญอีกหลายด้านที่ยังศึกษาไม่ครบถ้วน ขาดความชัดเจน และไม่สามารถสร้างหลักประกันต่อความปลอดภัยของประชาชนได้

          ในสถานการณ์ที่จังหวัดอุบลราชธานีและลุ่มน้ำมูน–โขงเคยเผชิญวิกฤตน้ำท่วมรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง การเดินหน้าโครงการเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขงสายหลัก โดยปราศจากข้อมูลที่ครบถ้วน โปร่งใส และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้คนและระบบนิเวศของทั้งภูมิภาค

          ด้วยเหตุนี้ พวกเราขอเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

          1. รัฐบาลไทยต้องประกาศจุดยืนคัดค้านโครงการเขื่อนพูงอยอย่างชัดเจน เมื่อโครงการมีความเสี่ยงต่อประเทศไทยทั้งด้านน้ำท่วม น้ำเท้อ ระบบนิเวศ ประมง ความมั่นคงอาหาร สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชน รัฐบาลไทยมีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชนและทรัพยากรของประเทศ และต้องไม่ยอมรับโครงการเขื่อนใหม่บนแม่น้ำโขงสายหลักที่อาจสร้างผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างร้ายแรง

          2. ต้องไม่ให้โครงการเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) จนกว่าจะมีข้อมูลครบถ้วน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะประเด็นความเสี่ยงน้ำเท้อและน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี ผลกระทบต่อแม่น้ำมูน เขื่อนปากมูล ระบบประมง ระบบนิเวศ ตะกอน การกัดเซาะตลิ่ง รวมถึงความเสี่ยงด้านสารพิษและโลหะหนักข้ามพรมแดน

          3. ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเป็นภาษาไทยต่อสาธารณะ รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเปิดเผยรายงาน EIA/TbEIA แบบจำลองน้ำ ข้อมูลด้านประมง ระบบนิเวศ คุณภาพน้ำ ตะกอน และความเสี่ยงต่อชุมชนไทยในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงและเข้าใจได้ เพราะการรับรู้ข้อมูลและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อโครงการที่อาจกระทบต่อชีวิตและทรัพยากรของประชาชน ไม่ใช่ความกรุณาจากรัฐ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

          4. ต้องมีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนโดยอิสระ และมีส่วนร่วมจากประชาชนไทย รัฐบาลไทยต้องไม่พึ่งพาเฉพาะข้อมูลจากผู้พัฒนาโครงการ แต่ต้องจัดให้มีการศึกษาอิสระโดยนักวิชาการ มหาวิทยาลัย หน่วยงานด้านน้ำ ประมง สิ่งแวดล้อม และชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ทั้งด้านน้ำท่วม ระบบนิเวศ ความมั่นคงอาหาร สารพิษ และผลกระทบจากภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

          5. รัฐบาลไทยต้องยึดหลัก “ป้องกันไว้ก่อน” และไม่ให้ประชาชนไทยแบกรับความเสี่ยงจากโครงการที่ไม่จำเป็นต่อความมั่นคงพลังงานของประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองอยู่แล้ว ประชาชนมีสิทธิถามว่า เหตุใดประเทศไทยจึงต้องยอมเสี่ยงต่อน้ำท่วม การสูญเสียระบบนิเวศ ความเสียหายต่อประมง และความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน เพื่อรองรับโครงการที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าปลอดภัยและจำเป็นต่อประเทศ

          ข้อเรียกร้องสูงสุดของประชาชน “เขื่อนพูงอยไม่ควรถูกสร้างขึ้น”   

          เพราะจากประสบการณ์อันเจ็บปวดยาวนานของเขื่อนปากมูลบอกเราว่า ความเสียหายต่อแม่น้ำโขง แม่น้ำมูล ระบบประมง ระบบนิเวศ และประชาชนไทยจากเขื่อนพูงอย อาจรุนแรงและยาวนานเกินกว่าจะยอมรับได้

          แม่น้ำโขงไม่ใช่เพียงทางผ่านของน้ำ แต่คือเส้นเลือดใหญ่ของผู้คน ระบบนิเวศ และอนาคตของภูมิภาค รัฐบาลไทยมีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชนและทรัพยากรของประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงจากโครงการข้ามพรมแดนที่ไม่เป็นธรรม พวกเราขอยืนยันว่าจะติดตาม ตรวจสอบ และเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้บทเรียนจากอดีต กลายเป็นหายนะครั้งใหม่ของลุ่มน้ำมูน–โขง ด้วยความเคารพต่อแม่น้ำ ผู้คน และอนาคตของประเทศ”

          (เครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล–เขื่อนแม่น้ำโขง) 

…………………………….

          จังหวัดอุบลราชธานี โดยเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีความกังวลและห่วงใยความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากมาหลายปี และยังไม่มีการป้องกันและแก้ปัญหาได้ และเมื่อได้รับทราบจากเวทีเสวนา ยิ่งทำให้ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ต้องหาแนวทางป้องกันและเฝ้าระวังอุทกภัยที่จะซ้ำเติมจากการสร้างเขื่อนพูงอย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำโขง และสองฝั่งแม่น้ำมูล และยังไม่่มีหน่วยงานใดออกมารับประกันความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวจังหวัดอุบลราชธานี

       ……

  • ปัญญา แพงเหล่า/รายงาน

       20 พฤษภาคม 2569

       #โอเคอีสานOnline #ข้อมูลข่าวสารเพื่อบ้านเรา