รายงานพิเศษ “วัดสระแก้ว – ดอนขุมเงิน”
ขุมเพชรแห่งเมืองพิบูลมังสาหาร ที่ยังรอวันฟื้นคืนชีพ ริมสองฝั่งแม่น้ำมูล ในเขตอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ยังมี “สมบัติของแผ่นดิน” ซ่อนตัวเงียบงันอยู่ใต้ผืนดินมานานนับพันปี สมบัติที่ไม่ใช่ทองคำ ไม่ใช่เพชรนิลจินดา แต่คือ “รากเหง้าทางอารยธรรม” ของลุ่มน้ำมูล และเมื่อพูดถึงโบราณสถานสำคัญของเมืองพิบูลมังสาหาร ชื่อที่ควรถูกกล่าวถึงคู่กันเสมอ คือ “โบราณสถานวัดสระแก้ว” และ “โบราณสถานดอนขุมเงิน” เพราะทั้งสองแห่งตั้งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำมูล ห่างกันเพียงประมาณ 500 เมตร ราวกับเป็น “เมืองโบราณคู่แม่น้ำมูล” ที่เฝ้ามองสายน้ำสายนี้มานานกว่าพันปี
วัดสระแก้ว เป็นวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำมูล ใกล้แก่งสะพือ ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน และมีหลักฐานทางโบราณคดีปรากฏในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งแนวอิฐเก่า ชิ้นส่วนหินทราย และวัตถุทางประวัติศาสตร์หลายรายการ สิ่งสำคัญคือ พื้นที่วัดสระแก้วไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังปรากฏหลักฐาน “จารึกวัดสระแก้ว” ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูลจารึกประเทศไทย และเป็นข้อมูลที่นักประวัติศาสตร์ใช้ศึกษาพัฒนาการของพื้นที่ลุ่มน้ำมูล นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานว่า กรมศิลปากรและชาวพิบูลมังสาหาร เคยร่วมกันดำเนินโครงการขุดค้น ขุดแต่ง และศึกษาร่องรอยโบราณสถานวัฒนธรรมเขมรโบราณในพื้นที่วัดสระแก้ว เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์
อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำมูล คือ โบราณสถานดอนขุมเงิน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนบ้านสะพือใต้ ตำบลโพธิ์ศรี พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรแล้ว ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2544 จากการสำรวจและขุดค้นที่ผ่านมา พบหลักฐานสำคัญจำนวนมาก เช่น เสากรอบประตูหินทราย ธรณีประตู อัฒจันทร์หินทราย ชิ้นส่วนศาสนสถาน และ “ทับหลังศิลปะแบบถาลาบริวัตร” ซึ่งนักโบราณคดีระบุว่ามีอายุอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 หรือประมาณ 1,400 ปีมาแล้ว ถือเป็นหนึ่งในหลักฐานศิลปะขอมยุคต้นที่สำคัญของลุ่มน้ำมูล
ข้อมูลสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ทั้งวัดสระแก้วและดอนขุมเงิน ต่างมีร่องรอยของ “ปราสาทโบราณ” ไม่ใช่เพียงกองอิฐเก่าหรือเศษหินธรรมดา แต่เป็นองค์ประกอบของศาสนสถานโบราณจริง ทั้งฐานอาคาร เสากรอบประตู ธรณีประตู และชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมเขมรโบราณ ซึ่งสะท้อนชัดว่า พื้นที่ริมแม่น้ำมูลแห่งนี้ เคยเป็นศูนย์กลางอารยธรรมและความเชื่อในอดีต
เมื่อพิจารณาทั้งด้านภูมิศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดี จะเห็นว่า วัดสระแก้ว และดอนขุมเงิน ไม่ได้เป็นเพียงจุดโบราณคดีแยกกัน แต่มีลักษณะเป็น “กลุ่มโบราณสถานคู่ริมแม่น้ำมูล” เพราะอยู่ห่างกันเพียงประมาณ 500 เมตร ตั้งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำมูล มีร่องรอยศาสนสถานและปราสาททั้งสองแห่ง มีองค์ประกอบสถาปัตยกรรมเขมรโบราณร่วมยุค และได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากรแล้วทั้งคู่ ข้อมูลของกรมศิลปากรยังระบุด้วยว่า พื้นที่ใกล้เคียงบริเวณนี้ยังพบแหล่งโบราณคดีอื่นร่วมยุคอีกหลายแห่ง สะท้อนว่า ลุ่มแม่น้ำมูลบริเวณพิบูลมังสาหาร เคยเป็นชุมชนสำคัญมาแต่โบราณ
ที่ผ่านมา กรมศิลปากรได้เคยดำเนินการขุดค้นศึกษาในพื้นที่ทั้งสองแห่งแล้ว และได้พบแนวโครงสร้างของปราสาทโบราณจำนวนมาก แต่เนื่องจากการอนุรักษ์โบราณสถานจำเป็นต้องใช้แผนระยะยาว โบราณวัตถุและแนวโครงสร้างบางส่วน จึงได้รับการอนุรักษ์ตามหลักวิชาการ และกลบกลับลงในพื้นที่เดิมเพื่อป้องกันความเสียหาย นี่เป็นแนวทางอนุรักษ์ทางโบราณคดีที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อรอการขุดค้น บูรณะ และพัฒนาอย่างเหมาะสมในอนาคต กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ประวัติศาสตร์ของเมืองพิบูลมังสาหาร ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผืนดิน” และรอวันฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
”ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งนายอำเภอพิบูลมังสาหาร ผมได้มีแนวคิดที่จะผลักดันทั้งวัดสระแก้วและดอนขุมเงิน ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของอำเภอ มีทั้งการประชุมวางแผน การประสานกรมศิลปากร การจัดทำหนังสือราชการ รวมถึงแนวคิดในการขอรับงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วงเงินประมาณ 9 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการขุดค้นและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ รวมถึงการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในชุมชน และการทำพิธีบวงสรวงบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางก่อนเริ่มแนวทางดำเนินการ เพราะผมเชื่อว่า “การอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต แต่คือการสร้างอนาคตให้คนในท้องถิ่น”
น่าเสียดายที่ต่อมา ผมได้รับคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดอำนาจเจริญ หลายโครงการจึงหยุดลงกลางทาง และยังไม่ได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จตามแนวคิดเดิม แต่ถึงวันนี้ ผมก็ยังเชื่อว่า หากได้รับการฟื้นฟูอย่างจริงจัง “วัดสระแก้ว – ดอนขุมเงิน” อาจกลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำมูล ที่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับประชาชนในอำเภอพิบูลมังสาหาร และจังหวัดอุบลราชธานีได้ในระยะยาว
เพราะบางครั้ง สิ่งที่มีค่าที่สุดของเมืองหนึ่ง อาจไม่ได้อยู่เหนือพื้นดิน แต่อยู่ “ใต้พื้นดิน” และรอเพียงวันที่ผู้มีอำนาจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ รวมถึงคนรุ่นใหม่ของเมืองพิบูลมังสาหาร จะช่วยกันปลุก “ประวัติศาสตร์ที่หลับใหล” ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อให้มรดกของแผ่นดิน กลายเป็นพลังในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป
………
- ข้อมูล : ฤทธิสรรค์ เทพพิทักษ์
อดีตนายอำเภอพิบูลมังสาหาร (คนที่ 51)/ปลัดจังหวัดอำนาจเจริญ /รองผู้ว่าราชการจังหวัด / ปัจจุบันทนายความ
- ภาพ : ปัญญา แพงเหล่า/รายงาน
13 พฤษภาคม 2569
#โอเคอีสานOnline #ข้อมูลข่าวสารเพื่อบ้านเรา