ใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์ ตอนที่ 11 : อำเภอโขงเจียม (10/1/2513)

   เมื่อ : 14 ม.ค. 2569

          วันที่ 10 มกราคม 2513 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร และตำรวจตะเวนชายแดน หมวดลาดตระเวน 318 อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

            พสกนิกรชาวอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และทายาทตำรวจตระเวนชายแดนที่เคยเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 3 ภาพ ซึ่ง จ.ส.ต.ปรปักษ์ กัญญมาสา ตำรวจตระเวนชายแดน หมวดลาดตระเวน (มว.318) เทิดทูนรักษาไว้นานกว่า 47 ปี มอบให้ นางนิสาชล นามมนตรี (กัญญมาสา) ลูกสาว เพื่อเป็นสิริมงคล และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยความจงรักภักดีตลอดมา…

            นางนิสาชล นามมนตรี ชาวอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ที่เก็บรักษาภาพมิ่งมงคล ต่อจากคุณพ่อ (จ.ส.ต. ปรปักษ์ กัญญมาสา) ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่คุณพ่อได้เฝ้าฯ รับเสด็จ เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2513 ด้วยความปลื้มปีติ ว่า

            “คุณพ่อเป็นตำรวจตระเวนชายแดนได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เฝ้าฯ รับเสด็จอย่างใกล้ชิด โดยปฏิบัติหน้าที่แปลภาษาไทยถิ่นอีสาน เพื่อกราบบังคมทูลฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นภาษาไทย และที่สำคัญต่อมาคุณพ่อได้รับภาพพระราชทาน จำนวน 3 ภาพ ซึ่งเป็นภาพการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎร และตำรวจตระเวนชายแดนที่อำเภอโขงเจียม เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2513 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ และได้เก็บรักษาเทิดทูนไว้เหนือเกล้า เหนือกระหม่อม ด้วยความจงรักภักดีตลอดมา และชาวโขงเจียมมีความดีใจ ภาคภูมิใจที่สุด ที่มีส่วนร่วมในการบันทึกประวัติศาสตร์ในหนังสือ “ใต้ร่มพระบารมี 60 ปี ในหลวงเสด็จฯ อุบลราชธานี” 

            ร้อยตำรวจตรี ประสงค์ เวชกามา อายุ 70 ปี อดีตข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดน มว.318 จังหวัดอุบลราชธานี เล่าถึงความปลาบปลื้มใจในการเฝ้าฯ รับเสด็จเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2513 ให้ฟังว่า

            “เมื่อปี พ.ศ. 2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จากจังหวัดอุบลราชธานี ถึงอำเภอโขงเจียม เวลาประมาณ 14.30 น. ณ ลานจอดชั่วคราว บริเวณค่าย ตชด. (มว.318) โดยมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนจำนวนมาก มารอเฝ้าฯ รับเสด็จ กำลังพล ตชด. ประมาณ 30 นาย ได้รับพระราชทานยุทธปัจจัยสำหรับใช้ในราชการ กำลังพลทุกคนรู้สึกปลาบปลื้ม และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยความจงรักภักดีต่อ สถาบันชาติ ศาสนา มหากษัตริย์ และปฏิบัติหน้าที่เป็นรั้วของชาติตามแนวชายแดนอย่างเข้มแข็งตลอดมา”

            นางปิยวดี พันธ์แลง อายุ 59 ปี อดีตข้าราชการครู อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ได้เล่าความรู้สึกด้วยความปลาบปลื้มที่ได้เฝ้าฯ รับเสด็จเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2513 ว่า

            “เมื่อปี พ.ศ. 2513 กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.3 โรงเรียนบ้านด่าน ซึ่งทางโรงเรียนให้ครูและนักเรียนไปรอเฝ้าฯ รับเสด็จที่ค่าย ตชด. นักเรียนพากันตื่นเต้นดีใจที่จะได้ถวายความจงรักภักดี และที่สำคัญคือ จะได้ดูเครื่องบินแมลงปอ (เฮลิคอปเตอร์) และเมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งลงจอด ทั้ง 3 พระองค์เสด็จฯ ลงมา โดยมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และครูเข้าแถวถวายพวงมาลัย และถวายความเคารพ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรอย่างทั่วถึง และทอดพระเนตรภูมิทัศน์แม่น้ำโขง แม่น้ำมูล บริเวณหน้าผาหลังภูเขาบ้านด่าน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยในถิ่นทุรกันดารอย่างหาที่สุดมิได้”

            นายสุขี แก้วกัญญา อายุ 57 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ชาวอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ได้เล่าประสบการณ์การเฝ้าฯ รับเสด็จ เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2513 ให้ฟังว่า

            “ตอนนั้นมีอายุ 10 ปี จำความได้ว่า คุณพ่อคุณแม่และญาติๆ พาไปเฝ้าฯ รับเสด็จที่ค่ายตำรวจตระเวนชายแดน (มว.318 ) ได้กราบถวายความเคารพ ในขณะที่ทั้ง 3 พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมประชาชนอย่างใกล้ชิด มีความภาคภูมิใจมากที่ได้เฝ้าฯ รับเสด็จพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย นับเป็นเกียรติประวัติอันดีงามที่ชาวโขงเจียมได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นความทรงจำครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต”

…………

ข้อมูล/ภาพ : หอจดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติฯอุบลราชธานี

#พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอุบลราชธานี

#ใต้ร่มพระบารมี60ปีเสด็จฯอุบลราชธานี2498

  • ปัญญา แพงเหล่า/รายงาน

 

#โอเคอีสานOnline #ข้อมูลข่าวสารเพื่อบ้านเรา