รายงานพิเศษ: 3 ส. กับการสืบสานงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี
งานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี และเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของจังหวัดอุบลราชธานี และเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่รวมศรัทธา ศิลปะ ภูมิปัญญา ความสามัคคี การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของชุมชนไว้ด้วยกัน” มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์และสืบสานให้ยั่งยืนต่อไป
ด้วยความสำคัญและเป็นประเพณี (ฮีต 12 คอง 14) สืบทอดจากบรรพบุรุษสู่รุ่นปัจจุบัน ได้สืบสานประเพณี(งานบุญ)ตามความศรัทธาในพระพุทธศาสนากลายเป็นวัฒนธรรมอันดีงาม โดยชาวอุบลราชธานี มีส่วนร่วมและศึกษาเรียนรู้ รักษา ต่อยอดปรับปรุงตามยุคตามสมัย เพื่ออนุรักษ์สืบสานประเพณีและวัฒนธรรม อันเป็นมรดกล้ำค่าภูมิปัญญาเมืองอุบลราชธานี
โดยมีการจัดประชุมเสวนา และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ให้งานประเพณีแห่เทียนพรรษา จากภูมิปัญญาไทย สู่สากล จากเวทีเสวนาวิชาการ ณ ห้องโกมุท มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550 ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นายบำเพ็ญ ณ อุบล นายสุวิชช คูณผล นายประดับ ก้อนแก้ว และมีนักวิชาการ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ช่างเทียนพรรษา และประชาชนทุกภาคส่วนเข้าประชุมเสวนา ซึ่งผลสรุปแนวทางการสืบสานงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้หลัก และแนวคิด 3 ส. ดังนี้
1. กลุ่มผู้สร้าง: คือ บรรพบุรุษชาวอุบลราชธานี (พระวอ พระตา เจ้าคำผง) / พระสงฆ์ / กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ / เครือข่าย
2. กลุ่มผู้สืบสาน: คือ บรรพบุรุษชาวอุบลราชธานีทุกคน / วัด / คณะสงฆ์ / ชุมชน / ช่าง / ศิลปิน / หมอลำ / นักร้องนักดนตรี / นักแสดง / นักเขียน / โรงเรียน / สถาบันการศึกษา / ครู อาจารย์ / นักเรียน นักศึกษา / หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทุกภาคส่วน
3. กลุ่มผู้ส่งเสริม: คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ สมาคม ชมรม มูลนิธิ และภาคประชาชนทุกภาคส่วน
ทั้งสามกลุ่มอยู่ในกระขวนการขับเคลื่อนและจัดงานตามกรอบประเพณีและวิถีพุทธด้วยแรงศรัทธา และศึกษาเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดมา
จากหลักการ 3 ส. …สู่7ว. ในเวทีเสวนาวิชาการ ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 26-27 เมษายน 2551 เพื่อศึกษาทิศทางการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี และการจัดทำเทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพเหตุการณ์ต่างๆ และเป็นบทเรียนของคณะกรรมการจัดงาน จะได้พิจารณา คิดให้รอบด้าน โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายบำเพ็ญ ณ อุบล นายสุวิชช คูณผล นายประดับ ก้อนแก้ว นายสมคิด สอนอาจ จ.ส.อ.สงวน สุพรรณ นายอุตส่าห์ จันทรวิจิตร และพระครูสมุห์สำลี ทิฏฐชธมฺโม โดยมีนายปัญญา แพงเหล่า เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา ซึ่งสาระสำคัญการเสวนาภายใต้กรอบและแนวคิด 7ว. พอสรุปดังนี้
@ สาระสำคัญในการบรรยาย (นายสุวิชช คูณผล) ได้กำหนดหัวข้อเพื่อความจำง่ายของผู้ฟังการบรรยายโดยแต่ละข้อมีคำว่า “วิ” นำหน้า ดังนี้
1. วิวัฒนาการงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
2. วิกฤติการณ์ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
3. วิพากษ์วิจารณ์ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
4. วิเคราะห์วิจัยประเพณีแห่งเทียนพรรษาอุบลราชธานี
5. วิธีแก้ไขปัญหาประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
6. วิสัยทัศน์ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
7. วิเทศสัมพันธ์ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
@ การบรรยายแต่ละประเด็นได้เน้นสารเนื้อหาตามเวลาที่กำหนด แต่การเขียนบทความนี้มีหน้ากระดาษจำกัด จึงขอยกตัวอย่างบางประเด็นเพื่อทราบ ดังนี้
1. วิวัฒนาการงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
เดิมชาวบ้านฟันเทียนยาวรอบศีรษะไปถวายพระสงฆ์ ต่อมานำเทียนเล่มเล็กมามัด รวมกันเป็นลำต้นเรียกกว่า “เทียนมัดรวมติดลาย” จนกระทั่ง พ.ศ.2444-2479 กรมหลวงสรรพสิทธิ ประสงค์ ทรงริเริ่มให้ชาวเมืองร่วมกันหล่อเทียนต้นใหญ่โดยมีกุศโลบาย “หลอมเทียน หลอมบุญ หลอมใจ” ลดช่องว่างระหว่างชนชั้น ช่องว่างระหว่างฐานะ ความยากดีมีจน ต่างคนก็นำงบผึ้งเล็ก ใหญ่ตามฐานะความเป็นอยู่มาหลอมในกระทะทองเหลืองใหญ่ใบเดียวกัน ได้ต้นเทียนต้นเดียวกัน มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกัน ได้บุญกุศลเท่าเทียมกัน ก่อให้เกิดความรักสมัครสมานสามัคคีของชาวคุ้ม วัด/ชุมชน การหล่อเทียนเป็นต้นใหญ่ ได้เป็นแบบอย่างในการทำเทียนแบบติดพิมพ์แกะสลักมาจน ปัจจุบัน มีต้นแบบมาจาก “หลอมเทียน หลอมบุญ หลอมใจ” เช่นเดียวกัน
2. วิกฤติการณ์งานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
เมื่อประมาณ พ.ศ.2510 “พุทธสมาคมอุบลราชธานี” ได้จัดให้มีการสัมมนา ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี สรุปได้ว่า
การทำเทียนพรรษาเพื่อประกวดประชันขันแข่งแก่งแย่งกัน ก่อให้เกิดความแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้งกัน อาฆาตเคียดแค้น ไม่สร้างความสามัคคีไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง อีกทั้งสิ้นเปลืองเงินทองของวัดโดยไม่คุ้มค่า จึงมีมติให้ทุกคุ้มวัดหยุดทำเทียนพรรษาให้มาบริจาคที่พุทธสมาคมเพียงแห่งเดียว เพื่อทำเทียนให้เหมือนกันหมดทุกวัด จะได้ไม่ต้องประกวดกันเวลามารับ เทียนห้ามมีขบวนแห่รื่นเริงใดๆ จะได้ไม่ผิดใจกัน บรรยากาศงานเข้าพรรษาอุบลราชธานีปีนั้นอ้างว้าง หว้าเหว่ เงียบเหงา เศร้าซึม มีการรวมตัวของชาวบ้านต่อต้านการกระทำของพุทธสมาคมจนเหตุการณ์เกิดบานปลาย ทางการต้องแก้ไขสถานการณ์ให้งานแห่เทียนพรรษาเป็นไปตามศรัทธาของชาวคุ้มวัดต่างๆ ตามเดิม แล้วกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้การจัดงานฯ รัดกุมเรียบร้อยขึ้น
3. วิพากษ์วิจารณ์งานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
เมื่อ พ.ศ.2530 หลังจากที่ ททท. ได้สนับสนุนให้งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เผยแพร่ไปทั่วโลก (เมื่อปี พ.ศ.2520) งานได้เจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วิพากษ์วิจารณ์งานแห่เทียนพรรษาใน นสพ.สยามรัฐ มีใจความสำคัญว่า “การที่คนอุบลฯ หลงใหลได้ปลื้มกับประเพณีแห่เทียนพรรษาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ถือว่าประเพณีที่ดีไว้อวดแขกเมือง เป็นจุดขายได้ทั้งในและต่างประเทศทำให้สรรหาสิ่งแปลกใหม่มา เสริมงานเข้าพรรษาจนหน้าตาแปรเปลี่ยน แทบจะจำประเพณีดั้งเดิมไม่ได้ สงสารคนที่ดั้นด้นจากทางไกลทั่วโลกมาดู ได้เห็นแต่กระพี่หามีแกนแท้ไม่ ขอถามว่าเป็นการ “ส่งเสริม” หรือ “ทำลาย” ประเพณีกันแน่”
4. วิเคราะห์วิจัยงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
เมื่องานประเพณีแห่เทียนพรรษา มีปัญหาด้านต่างๆ อันเป็นผลกระทบต่อส่วนรวม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์วิจัย โดยใคร่ครวญ แยกปัญหาออกเป็นส่วนๆ รวมทั้งค้นคว้า เพื่อหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนตามหลักวิชาการ เพื่อให้งานนี้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยทุกประการ เช่นการสัมมนาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เรื่อง “สืบสานอุดมการณ์อุบลเมืองนักปราชญ์” มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การ ประกวดเทียนพรรษาหลายประการ ต่อมามีการสัมมนาเรื่อง “เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี : อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ที่ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ 10 เมษายน 2547 จัดโดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทำให้เทียนพรรษาเป็นภูมิปัญญาของชาวอุบลราชธานีโดยแท้จริงตั้งแต่นั้น
5. วิธีแก้ไขปัญหางานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
ปัญหางานประเพณีแห่เทียนพรรษามีมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการประกวดประชันแข่งขันกันจนเกินงาม ควรแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ / สมานฉันท์ / กัลยาณมิตร โดยแบ่งประเภทการประกวดกระจายออกไปให้ผู้เริ่มพัฒนาฝีมือมีโอกาสชนะ / ชื่นชมร่วมกัน วิธีการแก้ไขปัญหาด้านงบประมาณดำเนินงานนี้ แต่ละปีมีปัญหามาตลอดต้อง หาทางแก้ไขเป็นปีๆ ไป ควรมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนางานประเพณีแห่เทียนพรรษาอย่างเป็นรูปธรรมที่มั่นคง ตัวอย่างเช่น “กองทุนชาวอุบลฯ คนละบาทอนุรักษ์เทียนนักปราชญ์เมืองอุบลฯ” เป็นต้น
6. วิสัยทัศน์งานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
มีความหมายว่าต้องคิดกว้าง มองไกล ใฝ่สูงมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานประเพณีแห่เทียนพรรษา เพื่อส่งเสริมเชิดชูพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก การจัดงานจึงควรเป็นไปด้วยความงดงามทั้งศิลปะและวัฒนธรรม มีความเรียบง่าย ประหยัด พอดีพองาม พอเหมาะพอควร พอเพียงไม่สร้างภาระแก่ชุมชน มีบรรยากาศที่อบอุ่นในลักษณะกัลยาณมิตร และความมีส่วนร่วม ของชุมชน ขนาดของเทียนพรรษาจึงควรจัดทำให้พอเหมาะสมกับงบประมาณ มีความละเอียดอ่อนช้อยงดงามในรูปลักษณ์มีความหมายเผยแพร่พุทธธรรมนำไปประพฤติปฏิบัติเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ตลอดไป
7. วิเทศสัมพันธ์งานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
คือความสัมพันธ์กับต่างประเทศ หมายถึง การไปสู่สากลตามชื่อการสัมมนาครั้งนี้ จะต้องตระหนักในการยึดมั่น “แก่นแท้ของเทียนพรรษา” เป็นสิ่งสำคัญ การสัมพันธ์สู่สากลให้ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว ไม่ขัดเขินในลักษณะ “อนุรักษ์ของเดิมก่อนส่งเสริมของใหม่” มีตัวอย่างที่ดี คือ การออกแบบพระอุโบสถวัดสุปัฏนารวมพระอารามหลวงที่ส่วนบนเป็นแบบไทย ส่วนกลางเป็นยุโรป ส่วนล่างเป็นขอมโบราณ 3 สกุลช่างอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่กลมกลืนกันได้
ขอให้สำนึกอยู่เสมอว่า “ประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี เป็นทุนทางสังคมที่สะสมมายาวนานกว่า 100 ปี มีจิต วิญญาณ และเป็นเอกลักษณ์ของอุบลราชธานี ที่ต้องอนุรักษ์ไว้ให้ยืนยงคงอยู่คู่เมืองอุบลราชธานีตลอดไป
บทสรุปส่งท้าย : จากเวทีเสวนาและการระดมความคิดเห็นและทิศทางการจัดงาน การจัดทำต้นเทียนพรรษา และแนวคิดอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามให้ยั่งยืน จึงก่อเกิดกลุ่มอนุรักษ์ทุกช่วงวัยเป็นไม้ผลัดวัฒนธรรม เป็นภูมิพลังเมืองอุบลราชธานี “กลุ่มอนุรักษ์เทียนพรรษาเมืองนักปราชญ์” ปี 2551 ประกอบด้วยแกนหลัก ดร.บำเพ็ญ ณ อุบล นายสุวิชช คูณผล นายประดับ ก้อนแก้ว นายสมคิด สอนอาจ จ.ส.อ.สงวน สุพรรณ นายปัญญา แพงเหล่า และเครือข่ายทุกภาคส่วน ทุกช่วงวัย ขับเคลื่อนโดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอบลราชธานี และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ตามเอกสาร) โดยมีกรอบการอนุรักษ์ คือ
1 ขบวนแห่เทียนพรรษา: โดยมีคณะกรรมการรับผิดชอบ ตั้งแต่ขบวนอัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทาน ขบวนอัญเชิญผ้าอาบน้ำฝนพระราชทาน และขบวนเกียรติยศ ตามลำดับ ซึ่งเป็นขบวนแรก ที่จัดให้สมพระเกียรติ แสดงออกถึงความจงรักภักดี ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
2 ต้นเทียนทุกประเภท จัดทำขึ้นจากแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยช่างเทียนเมืองนักปราชญ์ แกะสลัก ติดพิมพ์ ประดิษฐ์ ด้วยลวดลายสวยงามร้อยเป็นเรื่องราวในพุทธประวัติ มีคติความเชื่อความศรัทธาในการทำเทียนถวายเป็นบุญ รวมทั้งองค์ประกอบของต้นเทียน จะสื่อความหมาย “พุทธธรรม ค้ำจุนโลก” ให้ทุกคนรับรู้วิถีพุทธอย่างลึกซึ้งในต้นเทียน ดังนั้น ในต้นเทียนทุกต้น ทุกประเภท คณะกรรมการ จึงกำหนดและปกป้องให้ต้นเทียนมีความบริสุทธิ์ เต็มไปด้วยพุทธศิลป์ และแก่นแท้ของเทียนพรรษา ไม่มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในต้นเทียน เช่น ชื่อ สัญลักษณ์อื่นๆ (ธุรกิจ การเมือง)
3 ขบวนรำ: หรือขบวนฟ้อนในขบวนแห่เทียนพรรษามีบทบาทสำคัญ และมีขั้นตอนการบริหารจัดการที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงทุกปี คณะกรรมการได้กำหนดให้มีนักแสดง ผู้รำ 80 คน และมีนักดนตรีอยู่ในขบวนรำ ซึ่งมีความสำคัญ สอดคล้องกัน คือ เพลงประกอบท่ารำ เนื้อร้อง ทำนอง เชิดชูอัตลักษณ์ และดนตรีพื้นเมือง การแต่งกายด้วยผ้าพื้นเมือง เอกลักษณ์ท้องถิ่น และท่ารำเดินหน้าตลอด เพื่อแสดงให้ครบตามจุดกำหนด ในขบวนรำจะแสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรมอันงดงาม
ในขบวนแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี จะมีองค์ประกอบหลากหลาย แต่ไม่ทำลายประเพณีอันดีงามไม่มีสิ่งแปลกปลอม (กะพีั) มาสอดแทรกในขบวนต้นเทียน ขบวนรำ นับเป็นเอกลักษณ์ของชาวอุบลราชธานี ที่มีความรัก ความสามัคคี และความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา โดยการรำถวายเทียนเป็นพุทธบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตสืบไป
ปณิธาน : คณะอนุรักษ์ “เทียนพรรษาเมืองนักปราชญ์” เพื่อยึดมันให้ประเพณีแห่เทียนพรรษาส่งเสริมพุทธศาสนาตลอดไป มิให้จัดงานเพื่อหาผลประโยชน์ เช่น การค้า ธุรกิจ การเมือง เหมือนบางจังหวัดจัดมาแล้ว ทั้งนี้โดยมี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี / การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / เครือข่าย ทุกภาคส่วน ร่วมกันอนุรักษ์ตลอดไป
……..
- ปัญญา แพงเหล่า/รายงาน
22 สิงหาคม 2569
#โอเคอีสานOnline #ข้อมูลข่าวสารเพื่อบ้านเรา